ปัญหาอย่างหนึ่ง ของคนทำงานเฉพาะด้าน ผมจะเรียกมันว่าอะไรดีนะ ความเย่อหยิ่ง ความมั่นใจ ความทะนง ต่อความสามารถของตัวเอง
?ไม่ต้องยกตัวอย่างที่ไหนไกล เอาจากตัวผมนี่แหละ ตอนนี้ผมทำงานเป็น Web Developer ทำงาน Freelance เริ่มรับงานเขียนเว็บมาตั้งแต่ตอนเรียนมหาวิทยาลัย งานตอนนั้นก็มีเป็นสิบ ๆ เว็บไซต์พอเรียนจบก็ลองหาประสบการณ์โดยการเป็นพนักงานบริษัท ทั้ง ๆ ที่อยากทำกิจการของตัวเองมากกว่า แต่พอทำงานบริษัท มันได้เห็นโลกที่กว้างไปอีกแบบหนึ่ง ความที่เรามั่นใจว่าเราเก่งแล้ว มีคนเก่งกว่าเราเป็นร้อยเป็นพันเท่า การทำงานกับคนเก่ง มันเป็นผลดีให้เราเก่งมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว งานบริษัททำให้เรารู้ว่า Team work กับเว็บไซต์ขนาดใหญ่สำคัญแค่ไหน จากการเขียนโปรแกรมแบบพื้น ๆ เริ่มมีการเขียนแบบ? OOP (Object Oriented Programming) การใช้ AJAX ซึ่งเป็นการทำงานของ Java Script ร่วมกับ? XML ทำให้คนที่ไม่ชอบเขียน Java สามารถเขียน Event Script ได้อย่างดีทีเดียว
ฟังดูดีไม๊ครับ แต่พอผมมานั่งทำเว็บไซต์ของตัวเอง ซึ่งวาง Scope ไว้ชัดเจน โดยคาดหวังว่าจะเอาความรู้ที่เคยทำกับเว็บต่าง ๆ ทำให้เว็บของผมเองดีที่สุด ผมกลับใช้เวลา 2 ปี และไม่สามารถทำมันเสร็จได้ เพราะอะไรยังงั้นหรือ?
ความยาก ความซับซ้อนของโปรแกรม ความละเอียดในทุกขั้นตอน ทุกโปรเซส ต่อเว็บของเอง มันมีเยอะมาก จนเหนื่อยและก็ท้อ ปล่อยคาไว้? 50 % และก็เลิกทำไปในที่สุด
วันนึงผมนั่งดูเว็บไซต์ต่าง ๆ ที่น้อง ๆ พี่ ๆ บางคนทำขึ้นมา บางคนมี 30,000 Page views ต่อวัน บางครั้งผมได้มีโอกาสได้พูดคุยกับคนเหล่านั้น เค้าไม่ได้มีความสามารถในการเขียนโปรแกรมมากมาย แต่เค้ามีสิ่งที่ผมไม่มีในแง่ของ User Experience?
?John Redtor?เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างนะครับ John ไม่ได้เก่งที่สุดในด้านเว็บไซต์ แต่ john สามารถหา? Script ต่าง ๆ มาใช้ได้อย่างลงตัว กับความคิดของเค้าเอง แต่แนวความคิดต่อกระแสเว็บไซต์ของ john ไม่ได้ด้อยกว่าคนอื่นเลย และพยายามพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ รู้จักการจับกระแสการใช้งานมาประยุกต์ใช้ จนบางครั้งผมจะเรียกเค้าว่า John Scripter แทนล่ะ -*-
?ผมจึงเริ่มคิดว่า ผมต้อง Normalize การเขียนโปรแกรมลงมาเยอะ ๆ ทีเดียว หนึ่งคำพูดของเพื่อนผมคือ “เขียนดีแค่ไหน เลิศหรูยังไง คนใช้ไม่รู้ แค่เค้าใช้งานได้ง่าย ผลออกมาเป็นที่ต้องการ ก็พอใจแล้ว”? พยายามทำทุกอย่างให้ง่ายขึ้น เราไม่ได้มีทีมหลายคนเหมือนงานบริษัท เวลาเราไม่ได้มากมาย ลำพังแค่เขียนโปรแกรมที่บริษัท กะ jobs ต่าง ๆ ก็ล้าเต็มที่แล้ว? เราไม่มีทีมคอนเท้นที่จะมีเวลามานั่ง update คอนเท้นต่าง ๆ ทั้งวัน
ดังนั้น Project ใหม่ของผม ก็คงจะลองเขียนโปรแกรมแบบง่าย ๆ? Page by page ให้มันทำงานได้ด้วยตัวเองก่อน แล้วค่อย ๆ ปรับทีละส่วนทีหลัง ก็น่าจะได้ มันคงสนุกกับงานทำเว็บง่าย ๆ เขียนโปรแกรมโง่ ๆ แต่มีคนใช้ดูบ้างล่ะ?
^_________^
สำหรับคนทำเว็บแล้ว หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่า การทำเว็บนั้นหลัก ๆ จะประกอบไปด้วยส่วนต่าง ๆ ซึ่งถ้าแบ่งจริง ๆ ตามหน้าที่ก็จะมีเยอะแยะมากมายผมจะเอาหลัก ๆ ก่อนละกันครับ ทีมทำเว็บส่วนใหญ่ก็จะมีตำแหน่งหลัก ๆ ดังนี้
Webmaster
Web Designer
Web Programmer หรือ Developer
Web Editor หรือ? Content Editor
Web Marketing หรือ? E-Marketing
ซึ่งเว็บใหญ่ ๆ ในตำแหน่งนึงนั้นอาจไม่ได้มีคนเดียว ขึ้นอยู่กับโครงสร้างของงานเว็บที่ทำว่าจะเน้น หรือมุ่งไปทางใด
Webmaster เป็นตำแหน่งที่คอยดูแล ควบคุม ตอบคำถาม หรือเป็นผู้นำทิศทางของเว็บนั้น ให้ไปตาม Concept ที่วางไว้ซึ่งน่าจะเป็นทำแหน่งที่สูงที่สุดในทีม แต่ในความเป็นจริงแล้วในหลาย ๆ ที่ Webmaster กลับถูกทำให้กลายเป็น? General เบ๊ซะงั้น ทำทุกอย่าง แต่ไม่มีสิทธิ์กำหนดทิศทางใด ๆ เพราะจะถูก Marketing แทรกแทรงเสมอ ต่างฝ่ายก็ถือข้อดีคนละอย่าง
Webmaster ก็มักจะเถียงว่า ผมอยู่ในวงการนี้มานาน ผมรู้แนวทาง รู้วิธีปฏิบัติและวิธีแก้ปัญหา
Marketing ก็มักจะย้อนกลับไปว่า ผมรู้ว่าผู้คนส่วนใหญ่ชอบอะไร ผมมีวิธีทางการตลาดที่ดีกว่า และที่สำคัญผมเป็นคนหา Sponsors ให้กับเว็บ
ปัญหาของนักการตลาดก็คือ การเป็นคนช่างฝันในบางครั้ง อยากได้อะไรต้องให้ได้ดังใจทุกอย่าง นึกภาพอะไรออกมาแล้ว สั่งให้ Designer ออกแบบและต้องให้งานที่ออกมาถูกใจตัวเองและลูกค้ามากที่สุด ด้วยความละเอียดขั้นสุดยอดทำให้? Designer ต้องแก้แล้วแก้อีกจนกว่าจะพอใจ
กับ Programmer ก็ยิ่งยุ่งยากเข้าไปอีก ด้วยความที่ Marketing ส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยเข้าใจ Feel การทำงานหรือขั้นตอนการทำงานว่ามันยากเย็นแค่ไหน เช่นการคลิก? 1 คลิกที่? icon แล้วแสดงผลลัพธ์ออกมาให้ได้อย่างที่เค้าคิดไว้นั้น สำหรับผู้ใช้งานมันก็แค่ คลิกแล้วแสดงผลออกมา แต่สำหรับ Programmer นั้น? 1 คลิกต้องคิดต่อไปว่าพอคลิกแล้ว ระบบต้องทำงานยังไง เก็บข้อมูลอะไรบ้าง อาจเป็นการ? Tracking ตามด้วยการคำนวนอันยุ่งยากสุด ๆ รวมถึงการดัดแปลงข้อมูลทั้งหมดเพื่อมาแสดงผลให้ได้อย่างที่ต้องการ ซึ่งบางครั้ง แค่คลิกเดียวอาจต้องใช้เวลาถึง 3 วันกว่าจะได้ ผลลัพธ์ ที่ต้องการ
และระหว่างชนชั้น Programmer และ Designer มักจะเป็นทางคู่ขนานกัน ผมมักจะเถียงกับเพื่อนที่เป็น Designer ว่างานใครเหนื่อย หรือยากกว่ากัน เถียงกันมาหลายปีก็หาข้อสรุปไม่ได้ แต่กลายเป็นว่าเราขาดซึ่งกันและกันไม่ได้แทน
ความจริงอันนึงที่มักจะได้ยิน Designer จะไม่ยอม Copy เว็บคนอื่นมาทั้งหมดหรือใช้ Template ที่โหลดมาเด็ดขาด แต่มีความสุขที่จะใช้? Application สำเร็จรูป แต่ Programmer ถ้าไม่จำเป็นจะไม่ใช้? Application สำเร็จรูปเด็ดขาด แต่ก็พยายามที่จะใช้ Template หรือเลียนแบบหน้าตาเว็บที่ชื่นชอบ
อุ๊ย !! ลืม เดี๋ยวจะน้อยใจไปสำหรับ? Editor หน้าที่นี้หลายคนอาจจะมองว่าง่าย ไม่เห็นต้องมีความสามารถอะไรเลย แต่ขอบอกครับขอบอกมันไม่หมูอย่างที่คิด การนั่ง update ข้อมูลบนเว็บทั้งวันเป็นงานที่น่าเบื่อสุด ๆ การนำข้อมูลดิบที่ได้มา ใช่ว่าจะ upload หรือ copy แปะลงไปได้เลย บางครั้งต้องทำการ Convert ไฟล์ทั้ง? Vdo Photo หรือแม้กระทั่งการนั่งจัดย่อหน้าของ Text ที่ได้มาจากที่ต่าง ๆ? เป็นงานที่ต้องนั่งจมอยู่กับกองข้อมูลมหาศาล และข้อมูลที่ update นั้น ห้ามผิดเด็ดขาด? O_O
ผมแค่อยากจะบอกว่า ทุกหน้าที่ล้วนต่างมีความสำคัญ แต่มันจะมากหรือน้อย ก็ขึ้นอยู่โครงสร้างของเว็บ การหาเงินของเว็บ แนวทางของเว็บนั้น ๆ ผมมักจะแนะนำน้อง ๆ ที่อยากทำเว็บ ว่าก่อนที่จะคิดทำงานด้านนี้ เคยคิดบ้างหรือยังว่าตัวเอง เหมาะกับแนวไหนมากกว่ากัน มันไม่หมูนะครับ ^__^
25 ปีแล้วหรือนี่ ที่? Emoticon ถูกใช้อย่างแพร่หลาย ผมก็เป็นคนนึงที่ค่อนข้างติดการใช้? Emoticon? เพราะว่ามันเป็นทางออกของการแสดงอารมณ์ในการสื่อสารที่ดี อย่างน้อยก็ดีกว่าการสื่อสารที่มีแต่? text ล้วน ๆ ที่ไม่สามารถแสดงอารมณ์ได้เลย ไม่ว่าจะส่งเมล คุย msn โพสเว็บบอร์ด บล็อก ไม่น่าเชื่อว่ามันจะถูกใช้ในทุกที่? Oh มันยอดมากจอร์จ
เมื่อ 25 ปีที่แล้ว “:-)” ถือกำเนิดขึ้นมาในโลกคอมพิวเตอร์ จากการสร้างสรรค์ของ “ศ.สก็อต อี. ฟาห์ลแมน” อาจารย์จาก “คาร์เนกี เมลลอน ยูนิเวอร์ซิตี้”สไมลี่เฟซ” เกิดขึ้นเมื่อเวลา 11.44 น. ของวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2525 เป็นสัญลักษณ์แสดงสีหน้าที่กำลังมีความสุขของศ.ฟาห์ลแมน ขณะส่งข้อความไปยังบุลเลทินบอร์ด โดยขณะนั้น อาจารย์กำลังคุยถึงข้อจำกัดถึงเรื่องตลกที่ส่งกันในคอมพิวเตอร์นักภาษาศาสตร์ กล่าวว่า “อีโมชีคอน หรือ อีโมติคอน”หรือสัญลักษณ์แสดงอารมณ์ เกิดจากคำ 2 คำคือ “Emotion” และ “Icon” อย่างอีโมติคอน “สไมลี่เฟซ” ทำให้ผู้ส่งสารแสดงอารมณ์ที่รู้สึกขณะนั้นให้ผู้รับสารรับทราบ มิฉะนั้น ผู้รับสารอาจจะไม่เข้าใจอารมณ์ในข้อความนั้น “อีโมติคอน” นั้น ที่จริงแล้วต้องอ่านว่า “อีโมชีคอน” แต่เนื่องจากการอ่านแบบผิดๆ ได้แพร่ไปทั่วโลก ทำให้คำว่า “อีโมติคอน” ได้รับความนิยมมากกว่าสำหรับประโยคที่ศ.ฟาห์ลแมนใช้ “สไมลี่เฟซ” เป็นครั้งแรกมีว่า “ผมขอเสนอตัวอักษรต่อไปนี้เพื่อเป็นเครื่องหมายขำขัน แบบนี้นะครับ :- ) กรุณาอ่านเอียงข้างนะครับ”
“สไมลี่เฟซ” เริ่มต้นใช้ระหว่างอาจารย์ที่คาร์เนกีเมลลอน จากนั้นจึงลามไปที่มหาวิทยาลัยอื่น จนกลายเป็นสัญลักษณ์ที่รู้จักกันทั่วโลก ซึ่งปัจจุบัน “อีโมติคอน” เพิ่มจาก 1 ตัว เป็นหลายร้อยตัว แสดงอารมณ์ต่างๆ นานา เช่น อาย โกรธ ไม่พอใจ ขำก๊าก เบื่อหน่าย เอมี่ ไวน์เบิร์ก” นักภาษาศาสตร์และนักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ จาก “ยูนิเวอร์ซิตี้ ออฟ แมรี่แลนด์” มีความเห็นว่า อีโมติคอน” อย่าง “สไมลี่เฟซ” ใช้กันอย่างแพร่หลายทั้งในหมู่นักวิชาการ ธุรกิจ และผู้ที่สื่อสารผ่านคอมพิวเตอร์ มีความหมายถึงการเย้าแหย่กันเล่นๆ เช่นประโยคที่ว่า “ฉันรักเจ้านาย” จะเป็นประโยคที่แตกต่างกับ “ฉันรักเจ้านาย
” ทันที เพราะประโยคหลังหมายถึง ล้อเล่น อย่าไปคิดเป็นจริงเป็นจัง ไม่เหมือนกับประโยคแรก ที่ไม่ทราบว่า ผู้ส่งข้อความคิดอย่างไรกันแน่ด้าน ศ.คลิฟฟอร์ด แนส อาจารย์ด้านการสื่อสาร จาก “สแตนฟอร์ด ยูนิเวอร์ซิตี้” กล่าวว่า ตามปกติแล้ว โทนเสียงจะแสดงถึงอารมณ์ของผู้พูด แต่เมื่ออ่านข้อความในคอมพิวเตอร์ เราจะไม่ได้ระบบเสียงของผู้ส่งสาร ทำให้ยากที่จะคาดเดาอารมณ์ การใส่ “อีโมติคอน” จึงเป็นการเปิดโอกาสให้เรารับทราบอารมณ์ที่แท้จริงของข้อความนั้นๆ
?ที่มา : mthai.com
ช่วงนี้งานเยอะจัด T____T
ไม่รู้จะนำเสนออะไรดี (จริง ๆ แล้วมีเยอะ แต่ยาวไม่ว่างพิมเลยคับ T_T)
งั้นก็นำเสนอโปรเจคที่เกี่ยวกับงานคุณแบงค์แทนละกันครับ
กิจกรรมแรก เป็นการตามหานางเอก MV ของวงนานา?โดยรับอาสาหญิงสาวหน้าตาดี อายุ? 15-25 ปีเข้าคัดเลือก มีรางวัลเป็นเงินรางวัล 5000 บาทแถมด้วยสามารถเลือกคอร์สเรียนไหนก็ได้จาก Gen-X Academy มูลค่ากว่า 20000 บาทแน่ะ โดยกิจกรรมนี้ เราทำในเว็บบอร์ดเพื่อให้ผู้ใช้ได้ลองใช้เว็บบอร์ดของเรามั่ง เพราะหลังจากเขียนเสร็จไม่ค่อยมีคนใช้เลย? T___T
แต่ก็ได้ผลนะ มีสาว ๆ มาโพสรูป ลงชื่อ msn เบอร์โทร สัดส่วน? O_O เพียบ (กิจกรรมยังงี้ work คราวหน้าเอาอีก แฮ่ ๆๆ)

กิจกรรมต่อไปคือการแจกบัตร H.M.Blues 80th Birthday Celebration Concert ซึ่งเว็บไซต์? Hmblues.net ก็เป็นหนึ่งใน งานของผมเช่นกัน เป็นโปรเจ็คเร่งที่ผู้ใหญ่สั่งการกระทันหันมาก ๆ ใช้เวลาทำ 3 วัน (มันเลยไม่ดีเท่าที่ควร Bug เพียบ T__T) วิธีการก็ง่าย ๆ อีกแค่กรอกข้อมูล แล้วก็ส่ง (กรุณาคลิกทีเดียวนะครับ ด้วยความขี้เกียจเลยไม่ได้เขียนดักไว้? T__T)

?แถมท้ายอีก? 1 โปรเจคละกันครับ กับนักดนตรีที่มีความฝันจะออกอัลบั้ม ซึ่งทางค่าย? Believe Records (ค่ายย่อยของ Butterfly Records ซึ่งเป็น 1 ในบริษัทในเครือ) ได้จัดกิจกรรมชื่อว่า Audition day ขึ้นมาซึ่งผู้ชนะ ได้ออกอัลบั้มกับค่าย?Believe Records แน่นอนครับ? ^____^ ซึ่งจริง ๆ โครงการนี้มีมานานแล้วล่ะ แต่ผมเพิ่งจะเขียนถึง? T___T หมดเวลาส่ง Demo?วันที่? 15 ตุลาคมนี้แล้วครับ (ขออภัยครับ งานยุ่งเลยลืมเอากิจกรรมดี ๆ อย่างนี้มาเสนอกัน)
http://www.you2play.com/auditionday?(Banner เป็น Flash? คลิกเป็นลิ้งค์ไปก่อนละกันนะคับ)
สำหรับคนทำเว็บหลาย ๆ คนหรือหลาย ๆ แห่งพยายามเหลือเกินที่ทำให้เว็บของตัวเองจะมี Pagerank ของกูเกิ้ลสูง ๆ
ผมยอมรับว่ามันเป็นช่องทางหนึ่งที่คนจะพบเว็บไซต์ของคุณ อีกทั้งเว็บไซต์หลาย ๆ เว็บที่อยู่ในความดูแลของผม 40-60 % มียอดคนดูมากจาก Search Engine
การที่จะทำให้ Search Engine ค้นหาเว็บเรามาแสดงในอันดับต้น ๆ ซึ่งเป็นความหวังเล็ก ๆ ของคนทำเว็บหลายคน ซึ่งจะมีวิธีการคล้าย ๆ กันคือการยัดเยียด Keyword ใน Content,Title Bar,Meta tag ทั้งที่ในบางครั้งในเว็บนั้นไม่ได้มี Content ตามที่เราต้องการเลยสักนิด บางครั้งผมต้องหงุดหงิดกับการคลิกเว็บในอันดับต้น ๆ ที่ Search ได้ แต่ได้มาแค่เว็บขยะ ไม่ได้มีข้อมูลที่เราต้องการเลยสักนิด
แต่ก็มีอีกหลาย ๆ เว็บเช่นกันที่ไม่สน Search Engine เลย แต่ทำไมถึงมีคนใช้เยอะมากกว่าเว็บไซต์ที่ลงทุนทำ SEO มานานซะอีก เหตุผลง่าย ๆ ซึ่งมันมาตามความจริงที่ว่าเว็บเหล่านั้นมองการนำเสนอข้อมูลหรือบริการที่เป็นประโยชน์ต่อ User เป็นหลัก มองที่ Functional กับ User Interface ทำให้ User เกิด Brand Royalty ต่อเว็บดังกล่าวโดนไม่รู้ตัวและแวะเวียนเข้ามาใช้บริการเป็นประจำ
เกี่ยวกับ Web?2.0 ก็เป็นหนึ่งในเว็บที่สามารถตอบโจทย์ข้อนี้ได้ สำหรับผมแล้ว ผมคิดว่า Web2.0 คือเว็บที่มี Functional ชัดเจน ประมาณว่าใคร ๆ ก็รู้ว่าเข้าเว็บนี้มาเพื่อจะทำอะไร เช่น เว็บไซต์ smsready.net?ทุกคนที่เคยเข้าไปใช้ ก็จะรู้โดนสัญชาติญาณว่าถ้าเข้าเว็บนี้ ก็เพื่อจะส่ง sms ฟรี หรือ?Hi5?ไม่จำเป็นต้องพึ่ง Search Engine เนื่องจาการโปรโมตรอันชาญฉลาดผ่าน Mail Service โดยใช้ List จาก hotmail
ถ้าให้เปรียบเทียบ ผมจะเปรียบเทียบกับข้าวขาหมูชื่อดังแต่อยู่ในซอยลึก เริ่มจากร้านเล็ก ๆ ไม่เห็นต้องออกรายการทีวี แต่มีชื่อเสียงโดยปากต่อปาก Functional คือขายข้าวขาหมู อยากกินขาหมูอร่อย ๆ ถ้าคนติดใจ เค้าก็จะไปกินที่ร้านนี้เองเป็นประจำ การออกรายการทีวี การถูกนำไป Forward mail เป็นแค่ตัวช่วยเพื่อเร่งปฏิกริยาให้คนรู้จักเพียงชั่วครู่ หากว่ามันไม่อร่อยหรือบริการแย่จริง ๆ สักพักมันก็จะเงียบไป
การทำให้คนเข้าเว็บไม่ใชเรื่องยาก แต่การจะทำให้คนกลับมาใช้บริการของเว็บเราประจำเป็นเรื่องที่ยากกว่ามาก กระแสสังคมเป็นตัวช่วยให้คนรู้จักเว็บเรา แต่มันไม่ทำให้คนเข้ามาใช้เว็บเราประจำหากว่าเว็บของเราไม่มีจุดยืนที่แน่นอน ผู้คนก็จะแค่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป
เช่นตอนนี้ you2play.com พึ่งจะเปิดตัว บางครั้งศิลปินที่กำลังเป็นกระแสถูก update content ลงเว็บ ก็มีคนเข้ามาดูต่อวัน 15000 คน แต่พอกระแสซาลงไป ยอดคนเข้าก็จะลดลงบางครั้งเหลือแค่ 2000 คนต่อวัน กระแสช่วยให้คนดูผ่านมาสูงขึ้นชั่วคราวเท่านั้น เป็นเรื่องยากที่จะนำ Content ที่เป็นกระแสมาลงเว็บได้อย่างต่อเนื่อง หากว่ากระแสนั้น ไม่เกี่ยวข้องกับจุดยืนของเว็บที่เราทำ
Trend Web2.0 ที่กำลังติดปากคนทำเว็บอยู่ตอนนี้ อาจจะเป็นแค่แนวทางให้คนริเริ่มทำเว็บที่มอง Functional ของเว็บ(อาจรวมถึง Design ที่เหมาะด้วย) มากกว่าการทำเว็บที่ไม่มีจุดยืนแน่นอน เป็นแค่เว็บจับฉ่ายเหมือนเว็บดัง ๆ ของไทยหลายเว็บเป็นอยู่
ฝากหน่อยนึงนะครับ มีเกมส์มาให้เล่นกัน ให้ข้อคิดเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้ดีทีเดียว นั่นคือเกม Sim Web2.0
เป็นเกมส์จำลองการทำเว็บที่ผมว่ามันง่าย ๆ และสนุกดีพิลึก วิธีการเล่นก็ไม่ยากเกินไป? พอเล่น ๆ ไปแล้วมีรายได้เยอะขึ้น หรือ Pagerank ของ Google เท่ากับ 10 เมื่อไร เท่ากับคุณชนะ ระบบก็จะบอกว่า? บริษัทของคุณถูก Google ขอซื้อ !!!~ O_O

Ps. ผมลองเล่นแบบไม่สนใจ Pagerank เลยดู ปรากาฏว่ารวยไม่รู้เรื่องได้เหมือนกัน