Archive

Archive for June, 2009

ระบบตัดเงินผ่านบัตรเครดิต ต้องทำหรือไม่

June 29th, 2009 admin 2 comments

เมื่อลูกค้าต้องการทำเว็บไซต์ขายของ มักจะแถม requirement มาด้วยว่าอยากให้ตัดเงินผ่านบัตรเคดิตได้

ซึ่งในมุมมองของคนไม่รู้ มันก็ดูดีนะ ไหน ๆ เสียเงินทำเว็บไซต์แล้วก็อยากให้มีช่องทางการจ่ายเงินที่ดี เวลาซื้อของผ่านอินเตอร์เน็ต ก็เลยจะนึกถึงการจ่ายเงินทางนี้(บัตรเครดิต)

ขั้นตอนการขอเปิดบริการจ่ายเงินผ่านบัตรเครดิต ( gateway) จะว่าทำง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยาก แต่ที่แน่ ๆ มันวุ่นวายมาก โดยทั่วไปจะใช้ 2 วิธี

1.เปิด gateway กับทางธนาคารโดยตรง(ปัจจุบันนิยมอยู่ 2 ที่คือ ธ.กรุงเทพ และ ธ.กสิกร) โดยติดต่อไปที่ธนาคาร ซึ่งมักจะ require บางอย่างเช่น ต้องจดทะเบียน e-commerce กับกระทรวงพาณิชย์ก่อน ต้องซื้ือ ที่มีชื่อเสียง ระดับนานาชาติยอมรับ ต้องมีโปรแกรมเมอร์ที่เขียนโปรแกรมผ่าน webservice เป็น ต้องเป็นบริษัทที่มีทุนจดทะเบียน 2 ล้านบาทขึ้นไป ต้องวางเงินค้ำประกัน(บางแห่ง) นั่นหมายถึง Cost ที่สูงขึ้น มีงบทำเว็บไซต์แค่ 1-3 หมื่น บอกได้เลยว่าไม่พอ

2.เปิด gateway  แบบผ่านคนกลาง เช่น paysbuy,paypal ซึ่งปกติจะให้บริการ และการจ่ายเงินตัดบัตรเครดิตโดยตรง ที่ paysbuy เีีรียกว่า directpay ผู้ที่ต้องการใช้บริการ ต้องมีความน่าเชื่อถือพอสมควร ซึ่งทางคนกลางจะพิจารณาเป็นราย ๆ ไปว่าสมควรจะเปิดให้ใช้หรือไม่ และไม่ต้องการ เพราะเมื่อชำระเงินระบบจะลิ้งไปที่เว็บของ คนกลางเองซึ่งมีระบบ อยู่แล้ว

จากตัวเลือกทั้งสองทางด้านบน มีข้อดี ข้อเสียแตกต่างกันไป นั่นคือถ้าคุณเป็นองค์กรใหญ่ ทำเน้นทำธุรกรรมออนไลน์เป็นหลัก โดยมีทีมพัฒนาเว็บไซต์ที่เก่งกาจอยู่ในมือแล้ว ก็เชิญติดต่อธนาคารโดยตรงจะดีกว่า โดยเสียค่าบริการต่อ transaction ไม่สูงนัก 0.5-3 %

แต่หากว่าคุณไม่มั่นใจ และพึ่งเริ่มทำ e-commerce โดยอาจจะใช้ Freelance หรือ Outsource ทั่วไป ที่ค่าจ้างไม่สูงนัก และคุณไม่มีความรู้เกี่ยวกับการตลาดออนไลน์สักเท่าไร ก็แนะนำให้ใช้บริการผ่านคนกลาง ซึ่งการเขียนโปรแกรมติดต่อ gateway ก็จะ API ซึ่งง่ายกว่าการใช้ Web service ของทางธนาคาร และคนกลางจะคอย monitor การจ่ายเงินตลอดเวลา เมื่อมี transaction แปลก ๆ ก็จะทำการตรวจสอบข้อมูล ก่อนหักเงินจริง ๆ เป็นการป้องกันอีกชั้นนึงให้คุณไม่ต้องกังวลเรื่อง การโขมยใช้บัตรเครดิตคนอื่นมาซื้อสินค้า

แต่ เดี๋ยวก่อน ที่กล่าวมา ไม่ได้หมายความว่าการมีเว็บไซต์ขายสินค้า แล้วมีระบบตัดเงินผ่านบัตรเครดิตจะเป็นทางออกที่ดี
เนื่องจาก การใช้ credit card ของคนไทยจะมีความรู้สึกว่าไม่ปลอดภัย จากข่าวที่มีประจำเกี่ยวกับการโขมยข้อมูลบัตรเครดิต ทำให้หลาย ๆ ท่านหลีกเลี่ยงการจ่ายเงินด้วยบัตรเครดิต และกลุ่มคนที่จะจ่ายเงินผ่านวิธีนี้มักจะเป็นชาวต่างชาติ และจะเลือกจ่้ายเงินซื้อสินค้ากับเว็บที่ดูมีความน่าเชื่อถือเท่านั้น

ดังนั้นหากจะเปิด ควรมองก่อนว่า กลุ่มเป้าหมายของคุณคือคนไทยหรือต่างชาติ

ถ้าหากว่าเป็นคนไทย คงเป็นทางออกที่ไม่ดีนัก จากประสบการณ์ตรง คนไทยเหมาะที่สุดกับการชำระเงินแบบ Bank transfer (โอนผ่านบัญชีธนาคาร) , Mobile payment (จ่ายเงินผ่านโทรศัพท์ เหมาะกับสินค้าที่เป็น micro payment คือราคาไม่สูงนัก อยู่ในช่วง 10-500 บาท และค่าใช้จ่ายในการพัฒนาสูง)  และถ้าทุนคุณสูงพอ คุณมีทีมพัฒนาที่เก่งกาจ และมันจำเป็นต้องมีการตัดเงินผ่านบัตรเครดิต การมีไว้มันก็ดีกว่าไม่มีนี่ครับ

แต่ถ้าจะกลุ่มเป้าหมายเป็นชาวต่างชาติ อันนี้ต้องดูก่อนว่าคุณมี Process งานด้านนี้มาก่อน ถ้าคุณไม่เคยขายสินค้าใน internet เลย และอยากเริ่มทำแนะนำให้จ่ายเงินผ่านคนกลางที่น่าเชื่อถือหน่อย เช่น Paypal ก่อน จนคุณมีลูกค้าอยู่ในมือบ้าง และคิิดว่าพร้อมแล้วที่จะลุยเต็มตัว ค่อยลงทุนทำทีหลังก็ไม่เสียหาย แต่อย่าเอาระบบตัดเงินผ่านบัตรเครดิตมาใช้ในตอนต้น ถ้าไม่จำเป็น(ความจำเป็นขึ้นอยู่กับ Business Model ของคุณเอง) เพราะค่าใช้จ่ายที่สูง และถ้ามันไม่ work มันไม่มีคนใช้ มันจะเป็นการขี่ช้างจับตั๊กแตนนะครับ

*** หรือ Secure Socket Layers เป็นโปรโตคอลในการส่งข้อมูลแบบเข้ารหัส ซึ่งวิธีเข้ารหัสจะแตกต่างกันไปในแต่ละเจ้าของ สังเกตุได้ง่าย ๆ เมื่อเข้าเว็บที่ต้องทำธุรกรรมเกี่ยวกับการเงิน ระบบจะ alert ถาม yes/no และ http: จะเป็นเปลี่ยนเป็น https:

โดยแต่ละเจ้าจะมี Certificated ให้เมื่อคุณซื้อ ของเค้า และบางเจ้าถึงกับแจ้งว่า ถ้าถอดรหัสได้ รับไปเลย $10,000,000 (-*-มั่นใจสุด ๆ )

*** Mobile payment ต้องเขียนโปรแกรมติดต่อ Webservice และต้องซื้อเบอร์จาก operator แต่ละเจ้า ซึ่งแพงและกำหนดเป็นต่อ Slot ตามราคา เช่น ถ้าคุณเปิดช่องราคา 9 บาท และ 20 บาท เวลาคุณจะตัดเงินจากลูกค้า ก็จะตัดได้แค่ 2 ราคานี้เท่านั้นและเมื่อได้รับชำระเงิน Service charge สูงถึง 40-50%  ของราคาขายทีเดียว เหมาะกับสินค้าประเภท software / e-book / Digital media file หรือสินค้าที่ไม่มีต้นทุนต่อจำนวน (นึกภาพ เวลาโหลด mp3 ไฟล์ต้นฉบับยังอยู่ โหลดกี่ร้อย กี่พันครั้ง ก็ไม่ได้มีต้นทุนเพิ่มขึ้น)

สุดท้ายก็ไม่อยากให้โฟกัสกันที่วิธีการมากนัก หากสินค้าคุณดีจริง ตัวเว็บมีภาพลักษณ์ที่น่าเชื่อถือ มีการจดทะเบียนถูกต้อง จนลูกค้ามั่นใจว่า จ่ายเงินไปแล้วจะได้สินค้าที่ตรงกับที่ระบุไว้ ต่อให้วิธีการจ่ายเงินยากยังไง เค้าก็จะพยายามหาทางติดต่อซื้อสินค้าจากคุณจนได้

ช่องทางต่าง ๆ เป็นเพียงทางเลือก เพื่อให้ลูกค้าตัดสินใจจ่ายเงินเลยได้ง่ายขึ้นเท่านั้น

(บางครั้งคิดจะซื้อ กะไว้ว่าตอนเช้าจะไปโอนเงิน แต่เกิดเปลี่ยนใจตอนตื่นนอน ก็เป็นไปได้ ถ้าลูกค้าตัดสินใจแล้วจ่ายเงินได้เลย ตื่นเช้ามาก็แค่รอสินค้า เพราะจ่ายเงินไปแล้ว  ^__^)

Tags: , , , , , , , , ,

ว่าด้วย Bug เล็ก ๆ ของ hotmail

June 23rd, 2009 admin 1 comment
windows live logo

windows live logo

เมื่อวันก่อน แฟนผมจะส่ง resume ให้บริษัทที่เรียกตัวไปทำงาน โดยใช้ account ของ hotmail
ซึ่งก่อนหน้านั้น ได้เปลี่ยน First เป็นชื่อเล่นไว้ ก็อยากจะเปลี่ยนกลับมาเป็นชื่อจริง เพื่อให้ดูสุภาพ มืออาชีพ ไม่กิ๊กก๊ิอก

สามารถทำได้โดยการคลิกที่ Option ด้านขวาบน แล้วเลือก more option หลังจากนั้นให้เลือกเมนูแรกคือ View and edit your personal information > Registered information > คลิก change ตรงหลังชื่อของคุณตามลำดับเพื่อเปลี่ยนข้อมูลส่วนตัว

เมื่อเปลี่ยนเป็นชื่อแฟนผม โดยแฟนของผมมีชื่อจริงว่า “ศิวพร” หรือ “Sivaporn”  แล้วคลิก save ระบบกลับฟ้องว่า
This contains a word that isn’t allowed. Please enter a different

ทายซิ Error ตรงไหน?

ครับ เนื่องจากคำว่า porn ในภาษาอังกฤษ นั้นหมายถึง เรื่องลามก,สื่อลามก,หนังสือลามก นั่นเอง ซึ่งก่อนหน้าที่จะเปลี่ยนระบบมาใช้ windows live ในปัจจุบัน มันยังใช้ได้อยู่ นั่นหมายความว่ามันคงเป็น Bug สำหรับคนไทยมั้งครับ (เพราะคนชาติอื่น น้อยนักที่จะมีคำว่า porn ในชื่อ) นั่นก็เป็นเรื่องเล็ก ๆ ที่ฝรั่งมองข้ามไป(อาจเพราะไม่รู้ก็ได้) และการเพิ่มจุดแทรกระหว่างคำ หรือการเว้นวรรค ไม่ได้ช่วยอะไร สุดท้ายทางแก้แบบเร่งด่วนคือ การใช้ชื่อเล่น แทนการใช้ชื่อจริงไปก่อน แล้วค่อยแจ้งทางทีม hotmail ทีหลัง -*-

เว็บไซต์ระดับโลกยังมี Bug นับประสาอะไรกับเว็บเล็ก ๆ ของเรา(ข้อแก้ตัว เวลาทำงานแล้วมี Bug อิอิ)

Tags: , , , , , ,

โรค Broken 2009 และ Python ทางเลือกใหม่ของ Developer

June 11th, 2009 admin 7 comments

ช่วงนี้ที่โรคไข้หวัด 2009 ระบาด ผมอาจจะไม่ได้เดือดร้อนอะไรนัก แต่ผมเองกลับติดเชื้อโรค Broken 2009  อย่าหนักและรุนแรง

Broken 2009 จะมีอาการ หยิบจับอะไร ก็เสียหาย พังกันไปหมด เริ่มจาก Notebook ที่ใช้เกิดอาการค้าง กระตุก CPU รัน 80% แต่ไม่มี Process ที่ชี้ว่าเป็น virus จากการนำไปซ่อมครั้งแรก ช่างระบุว่า HD เสีย  พอเปลี่ยนก็เกิดอาการเดิมอีก ก็เลยเอา HD ไปคืน และเจอเปลี่ยน chip set ของ VGA แทน พอนำกลับมาก็ไม่หาย แต่ chip set คืนไม่ได้ ก็เอาเข้าไปอีกรอบนึง กลายเป็นว่า Battery เสีย และ Slot ram เสียไป 1 ช่อง และซ่อมไม่ได้ เลยรู้สึกว่าที่มันเสีย มันอาจไม่ใช่ VGA แต่เปลี่ยนไปแล้ว ก็ถือว่าเป็นค่าโง่ไปละกัน 2500 บาท T_T และจากเดิม ram ใช้ 512 สองตัว ก็เหลือตัวเดียวมันอืดมาก จำเป็นต้องไปซื้อ Ram 2 GB มาใหม่อีกตัวแทน 990 บาท

ถัดมาเป็น PC ที่บ้านซึ่งเป็นของน้าเสีย แต่ยังอยู่ในประกัน ก็เลยยกเคลมที่ไปร้าน อุตส่าห์ขับรถไป สุดท้ายช่างบอกไม่ได้มีอะไรเสีย แค่ฝุ่นเยอะ เอาลมเป่า เอาแปรงขัด ๆ ที่แรม กับช่องเสียบ VGA ก็หายแล้ว T_T

ถัดมาคือ PC ที่ Office เจอไวรัสเข้าอย่างจัง จากความซนของผมเอง ซึ่งปกติ ก็รักษาตามอาการก็หาย แต่คราวนี้เจอตัวแรงเล่นไป modify ไฟล์ system ที่เป็น exe ทุกไฟล์เลย ใช้ Superantispyware หาเจอลบได้ แต่ก็ทำไฟล์ system เสียไปเยอะ เลยตัดสินใจ Format ใหม่ทั้งหมด

ยังไม่หมดแค่นั้นรถที่ใช้อยู่ทุกวัน ก็ดันโช๊คแตก แล้วพอมันยวบ พอขึ้นลูกระนาดมันก็กระแทก ทำให้ถังน้ำมันรั่ว รู้ตัวเพราะพี่ยามที่แมนชั่นโทรขึ้นมาบอก เราก็เลย อ้อ เมื่อวันก่อนเติมไป 500 ทำไมวันนี้เหลือไม่ถึงขีด มันหยดจนจะหมดถังนี่เอง ครั้งแรกก็เอาไปปะ แต่มีธุระต้องใช้รถ เลยใช้กาวอุด มันก็อยู่ได้แค่ 2-3 วัน เพราะกาวมันเจอน้ำมัน มันละลาย แล้วพอขับรถถังน้ำมันจะเขย่าทำให้เกิดแก๊ส ดันน้ำมันให้ซึมออกจากรู้เดิมอีกแล้ว เลยต้องลางานกลับเอารถมาทำการปะเชื่อมถังน้ำมัน ซึ่งต้องถอดถังน้ำมันออก ถ่ายน้ำมันออกแล้วแช่น้ำไว้ 1 คืน เพราะไม่งั้นมันอาจระเบิดได้ สรุปแล้วโดนไป 2 รอบ ก็ 1250 บาท (400 + 850)

อะไรมันกันนักกันหนาวะเนี่ยย..
ถึงรายได้จากแหล่งต่าง ๆ ผมจะเยอะพอสมควรก็ตาม แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และก็มีรายจ่ายอื่น ๆ ที่ผมต้องจ่ายอีกเยอะเลย มันก็ทำให้ผมซีดเหมือนกันแฮะ  เฮ้อ…

———————————————–

Python tm

Python tm

จากการไปสัมภาษณ์งานที่บริษัทแห่งหนึ่งมา เป็นบริษัทจากฝั่งประเทศอังกฤษ
ความสามารถด้านเขียนโปรแกรม ผมคิดว่าคงไม่เป็นปัญหาสักเท่าไร แต่ความสามารถด้านการฟัง/พูด ภาษาอังกฤษนั้นต้องยอมรับเลยว่าอ่อนด้อยมาก เพราะว่าไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเลย ตั้งแต่จบ College ฟังไม่ทัน เอ๋อ และตื่นเต้น ก็ไม่รู้จะผ่านตรงนี้ได้ไม๊

แล้วจากการพูดคุย ก็มีโปรเจคที่จะทำซึ่งอาจจะใช้ภาษา Python ซึ่งผมไม่เคยเรียนรู้มันเลย พอกลับบ้านมาก็ทำการค้นหาข้อมูล ทำให้รู้ว่ามันเป็น language ที่มีขีดความสามารถสูง และมีการพัฒนาให้รองรับทุก platform ตั้งแต่ Linux ยัน windows รวมถึง .Net ด้วย โดยปัจจุบัน ผู้คิดค้นภาษานี้ ก็ทำงานให้กับ Google นั่นเอง ลักษณะการเขียนจะคล้าย C หรือ Java และหากเราจะใช้งานด้านเว็บไซต์ ก็ต้องใช้ Web application framework ที่ชื่อ Django ให้การเขียนโปรแกรม

ต้องยอมรับว่า มันน่าสนใจ เพราะขีดความสามารถของมันใช้งานได้ลึก และมีการจัดเรียง block ของการเขียนโปรแกรมต่างจากภาษาอื่น ที่จะใช้ในลักษณะ function{}  ที่มี ปีกกา เป็นตัวแสดงให้รู้ว่า  block เริ่มต้นและสิ้นสุดเมื่อไร แต่ Python จะใช้ลักษณะการแบ่ง Block ด้วย Paragraph แทน โดยใช้ Tab เป็นตัว Seperate ระหว่าง block ทำให้ Code หน้าตาดูเป็นระเบียบในตัวเอง พร้อมด้วยการจัดการฐานข้อมูลแบบอัตโนมัติ ทำให้ง่ายในการ Connect กับ  DB

อีกทั้งยังมี Library ให้เลือกใช้ เลือกโหลดได้อย่างจุใจ ตามความต้องการเพราะมีนักพัฒนาที่ใช้ python ในต่างประเทศเยอะ แต่ในประเทศไทยนั้น ยังถือว่าเป็นภาษาใหม่ ที่หากมีใครทำได้ จะมีค่าตัวสูง เลยทีเดียว (ผมเคยเห็นแว๊บ ๆ ในเว็บสมัครงาน ว่ามีรับ Python อยู่ แต่ก็ไม่ได้ใสใจในตอนนั้น)

ใน Python ไม่มีตัวแปร Array แต่จะมีตัวแปรประเภท List,Dictionary มาให้แทน ดังนั้น array จึงไม่มีความจำเป็นต้องใช้อีกต่อไป (จริง ๆ แล้วการใช้งานมันก็จะใกล้เคียงกัน แทบไม่แตกต่าง)

ถ้าได้มีโอกาสทำจริง ๆ ผมคิดว่ามันน่าสนใจมาก ความรู้ใหม่ ภาษาใหม่ ที่อนาคตไกล ที่สำคัญ มันมี Demand แต่  Suply น้อย ทำให้ค่าตัวของโปรแกรมเมอร์ที่ใช้ Python ดึงดูดให้ผมต้องเรียนรู้มัน คุณล่ะครับ สนใจมันรึป่าว? ^__^

PS.จริง ๆ แล้วผมมีเอกสารเกี่ยวกับ python ที่เป็นภาษาไทย เหมือนลิงค์ด้านล่างสุด เป็น PDF ถ้าใครอยากได้ทิ้งเมลไว้ เดี๋ยวส่งให้ครับ

- วันนี้เพิ่ม HD ลูกใหม่ของ you2play อีก 1.8 TB ของเดิมไม่ถึงนะเนี่ย

เพิ่มเติม 

Tags: , , , , , , , , , , , , ,

ทำเว็บขายของ ควร update สินค้าอย่างไร

June 9th, 2009 admin 3 comments

วันนี้จะมาต่อจากคราวที่แล้วนะครับ โดยเราจะข้ามส่วนของการสร้างเว็บไปเลย (ช่วงนี้ไม่แวะไหน รีบ!!) เพราะทางเลือกหลัก ๆ ของการทำเว็บขายของ ก็ไม่พ้น 1.จ้างคนเขียนใหม่ทั้งหมด 2.ใช้ Opensource เช่น OsCommerce หรืออื่น ๆ และ 3.เว็บที่ให้บริการเปิดร้านขายของ ฟรี(รวมถึงเสียเงิน เพื่อเพิ่มฟีเจอร์)

เรามาเริ่มในด้าน Html coding กันก่อนเลย ไม่ต้องตกใจ ผมจะไม่พูดลึกสักเท่าไร
เอาเป็นว่า ถ้าคุณมีเว็บไซต์อยู่แล้ว (หรือไม่มี ก็ไม่ยาก ไปดูร้านคนอื่นสิครับ ^__^) คุณก็เปิดหน้าที่แสดงรายละเอียดของสินค้าขึ้นมาสักหน้านึง ขั้นแรกดูที่ URL ก่อนเลย เพราะระบบทั่วไปที่จ้างเค้าทำ หรือเว็บให้บริการร้านขายของ จะมี url เป็นลักษณะ

http://www.ขายของนะจ๊ะ.com/template/a26/showproduct.php?pid=12428904&shopid=133108

เมื่อเรียกหน้านี้ขึ้นมา รหัสสินค้าจะเป็น pid=12428904 และเว็บก็จะเอารหัสนี้ไปดึงข้อมูลสินค้าขึ้นมา แล้วลองดูที่ url ของ blog นี้ผมเอาลิ้งของตอนที่แล้วมา จะเป็น
http://www.aanthe.com/2009/06/%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%88%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%A1/

ส่วนของ /%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%88%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%A1/

จะเป็นการเข้ารหัสที่เรียกว่า url encode ซึ่งเมื่อทำการถอดรหัสออกมาจะเป็นภาษาไทยว่า “อย่ากลัวที่จะล้ม”
ดังนั้น Url จริง ๆ ก็จะเป็น http://www.aanthe.com/2009/06/อย่ากลัวที่จะล้ม/ การมี keyword ใน url มักส่งผลให้อันดับการค้นหาดีพอสมควร แต่ก็ไม่เสมอไปนะครับ นี่เป็นแค่ส่วนเล็ก ๆ เท่านั้น เอาเป็นว่า การมี keyword ใน url เป็นเรื่องดีละกันครับ ^__^

Read more…

Tags: , , , , , , , , ,

คุณเคยล้มไม๊ครับ

June 8th, 2009 admin 3 comments

getup

คุณเคยล้มไม๊ครับ ผมล่ะคนนึงที่ล้มประจำ ท้อประจำ พอล้มลงก็นั่งพักสักครู่ หรือไม่ก็นอนนิ่ง ๆ ให้หายเหนื่อยก่อน มันไม่ช้าเกินไปที่จะลุกขึ้นอีกครั้ง

แต่อย่ากลัวที่จะก้าวต่อไป ถ้าเราไม่เดิน หรือมัวแต่กลัวการเดินหรือการวิ่งไปข้างหน้า ก็มีแต่จะหยุดนิ่งอยู่กับที่ 
หากว่าเราวิ่งแล้วมันจะล้ม แต่อย่างน้อยคุณก็ได้แซงคนอื่นแล้วนะครับ

Tags: , , , , ,