Archive

Archive for the ‘เริ่มต้น E-Commerce’ Category

ระบบตัดเงินผ่านบัตรเครดิต ต้องทำหรือไม่

June 29th, 2009 2 comments
Payment gateway flow

Payment gateway flow

เมื่อลูกค้าต้องการทำเว็บไซต์ขายของ มักจะแถม requirement มาด้วยว่าอยากให้ตัดเงินผ่านบัตรเคดิตได้

ซึ่งในมุมมองของคนไม่รู้ มันก็ดูดีนะ ไหน ๆ เสียเงินทำเว็บไซต์แล้วก็อยากให้มีช่องทางการจ่ายเงินที่ดี เวลาซื้อของผ่านอินเตอร์เน็ต ก็เลยจะนึกถึงการจ่ายเงินทางนี้(บัตรเครดิต)

ขั้นตอนการขอเปิดบริการจ่ายเงินผ่านบัตรเครดิต (Credit card payment gateway) จะว่าทำง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยาก แต่ที่แน่ ๆ มันวุ่นวายมาก โดยทั่วไปจะใช้ 2 วิธี

1.เปิด gateway กับทางธนาคารโดยตรง(ปัจจุบันนิยมอยู่ 2 ที่คือ ธ.กรุงเทพ และ ธ.กสิกร) โดยติดต่อไปที่ธนาคาร ซึ่งมักจะ require บางอย่างเช่น ต้องจดทะเบียน e-commerce กับกระทรวงพาณิชย์ก่อน ต้องซื้ือ SSL ที่มีชื่อเสียง ระดับนานาชาติยอมรับ ต้องมีโปรแกรมเมอร์ที่เขียนโปรแกรมผ่าน webservice เป็น ต้องเป็นบริษัทที่มีทุนจดทะเบียน 2 ล้านบาทขึ้นไป ต้องวางเงินค้ำประกัน(บางแห่ง) นั่นหมายถึง Cost ที่สูงขึ้น มีงบทำเว็บไซต์แค่ 1-3 หมื่น บอกได้เลยว่าไม่พอ

2.เปิด gateway? แบบผ่านคนกลาง เช่น paysbuy,paypal ซึ่งปกติจะให้บริการ e-wallet และการจ่ายเงินตัดบัตรเครดิตโดยตรง ที่ paysbuy เีีรียกว่า directpay ผู้ที่ต้องการใช้บริการ ต้องมีความน่าเชื่อถือพอสมควร ซึ่งทางคนกลางจะพิจารณาเป็นราย ๆ ไปว่าสมควรจะเปิดให้ใช้หรือไม่ และไม่ต้องการ SSL เพราะเมื่อชำระเงินระบบจะลิ้งไปที่เว็บของ คนกลางเองซึ่งมีระบบ SSL อยู่แล้ว

จากตัวเลือกทั้งสองทางด้านบน มีข้อดี ข้อเสียแตกต่างกันไป นั่นคือถ้าคุณเป็นองค์กรใหญ่ ทำเน้นทำธุรกรรมออนไลน์เป็นหลัก โดยมีทีมพัฒนาเว็บไซต์ที่เก่งกาจอยู่ในมือแล้ว ก็เชิญติดต่อธนาคารโดยตรงจะดีกว่า โดยเสียค่าบริการต่อ transaction ไม่สูงนัก 0.5-3 %

แต่หากว่าคุณไม่มั่นใจ และพึ่งเริ่มทำ e-commerce โดยอาจจะใช้ Freelance หรือ Outsource ทั่วไป ที่ค่าจ้างไม่สูงนัก และคุณไม่มีความรู้เกี่ยวกับการตลาดออนไลน์สักเท่าไร ก็แนะนำให้ใช้บริการผ่านคนกลาง ซึ่งการเขียนโปรแกรมติดต่อ gateway ก็จะ API ซึ่งง่ายกว่าการใช้ Web service ของทางธนาคาร และคนกลางจะคอย monitor การจ่ายเงินตลอดเวลา เมื่อมี transaction แปลก ๆ ก็จะทำการตรวจสอบข้อมูล ก่อนหักเงินจริง ๆ เป็นการป้องกันอีกชั้นนึงให้คุณไม่ต้องกังวลเรื่อง การโขมยใช้บัตรเครดิตคนอื่นมาซื้อสินค้า

แต่ เดี๋ยวก่อน ที่กล่าวมา ไม่ได้หมายความว่าการมีเว็บไซต์ขายสินค้า แล้วมีระบบตัดเงินผ่านบัตรเครดิตจะเป็นทางออกที่ดี
เนื่องจาก การใช้ credit card ของคนไทยจะมีความรู้สึกว่าไม่ปลอดภัย จากข่าวที่มีประจำเกี่ยวกับการโขมยข้อมูลบัตรเครดิต ทำให้หลาย ๆ ท่านหลีกเลี่ยงการจ่ายเงินด้วยบัตรเครดิต และกลุ่มคนที่จะจ่ายเงินผ่านวิธีนี้มักจะเป็นชาวต่างชาติ และจะเลือกจ่้ายเงินซื้อสินค้ากับเว็บที่ดูมีความน่าเชื่อถือเท่านั้น

ดังนั้นหากจะเปิด payment gateway ควรมองก่อนว่า กลุ่มเป้าหมายของคุณคือคนไทยหรือต่างชาติ

ถ้าหากว่าเป็นคนไทย คงเป็นทางออกที่ไม่ดีนัก จากประสบการณ์ตรง คนไทยเหมาะที่สุดกับการชำระเงินแบบ Bank transfer (โอนผ่านบัญชีธนาคาร) , Mobile payment (จ่ายเงินผ่านโทรศัพท์ เหมาะกับสินค้าที่เป็น micro payment คือราคาไม่สูงนัก อยู่ในช่วง 10-500 บาท และค่าใช้จ่ายในการพัฒนาสูง)? และถ้าทุนคุณสูงพอ คุณมีทีมพัฒนาที่เก่งกาจ และมันจำเป็นต้องมีการตัดเงินผ่านบัตรเครดิต การมีไว้มันก็ดีกว่าไม่มีนี่ครับ

แต่ถ้าจะกลุ่มเป้าหมายเป็นชาวต่างชาติ อันนี้ต้องดูก่อนว่าคุณมี Process งานด้านนี้มาก่อน ถ้าคุณไม่เคยขายสินค้าใน internet เลย และอยากเริ่มทำแนะนำให้จ่ายเงินผ่านคนกลางที่น่าเชื่อถือหน่อย เช่น Paypal ก่อน จนคุณมีลูกค้าอยู่ในมือบ้าง และคิิดว่าพร้อมแล้วที่จะลุยเต็มตัว ค่อยลงทุนทำทีหลังก็ไม่เสียหาย แต่อย่าเอาระบบตัดเงินผ่านบัตรเครดิตมาใช้ในตอนต้น ถ้าไม่จำเป็น(ความจำเป็นขึ้นอยู่กับ Business Model ของคุณเอง) เพราะค่าใช้จ่ายที่สูง และถ้ามันไม่ work มันไม่มีคนใช้ มันจะเป็นการขี่ช้างจับตั๊กแตนนะครับ

*** SSL หรือ Secure Socket Layers เป็นโปรโตคอลในการส่งข้อมูลแบบเข้ารหัส ซึ่งวิธีเข้ารหัสจะแตกต่างกันไปในแต่ละเจ้าของ สังเกตุได้ง่าย ๆ เมื่อเข้าเว็บที่ต้องทำธุรกรรมเกี่ยวกับการเงิน ระบบจะ alert ถาม yes/no และ http: จะเป็นเปลี่ยนเป็น https:

โดยแต่ละเจ้าจะมี Certificated ให้เมื่อคุณซื้อ SSL ของเค้า และบางเจ้าถึงกับแจ้งว่า ถ้าถอดรหัสได้ รับไปเลย $10,000,000 (-*-มั่นใจสุด ๆ )

*** Mobile payment ต้องเขียนโปรแกรมติดต่อ Webservice และต้องซื้อเบอร์จาก operator แต่ละเจ้า ซึ่งแพงและกำหนดเป็นต่อ Slot ตามราคา เช่น ถ้าคุณเปิดช่องราคา 9 บาท และ 20 บาท เวลาคุณจะตัดเงินจากลูกค้า ก็จะตัดได้แค่ 2 ราคานี้เท่านั้นและเมื่อได้รับชำระเงิน Service charge สูงถึง 40-50%? ของราคาขายทีเดียว เหมาะกับสินค้าประเภท software / e-book / Digital media file หรือสินค้าที่ไม่มีต้นทุนต่อจำนวน (นึกภาพ เวลาโหลด mp3 ไฟล์ต้นฉบับยังอยู่ โหลดกี่ร้อย กี่พันครั้ง ก็ไม่ได้มีต้นทุนเพิ่มขึ้น)

สุดท้ายก็ไม่อยากให้โฟกัสกันที่วิธีการมากนัก หากสินค้าคุณดีจริง ตัวเว็บมีภาพลักษณ์ที่น่าเชื่อถือ มีการจดทะเบียนถูกต้อง จนลูกค้ามั่นใจว่า จ่ายเงินไปแล้วจะได้สินค้าที่ตรงกับที่ระบุไว้ ต่อให้วิธีการจ่ายเงินยากยังไง เค้าก็จะพยายามหาทางติดต่อซื้อสินค้าจากคุณจนได้

payment gateway ช่องทางต่าง ๆ เป็นเพียงทางเลือก เพื่อให้ลูกค้าตัดสินใจจ่ายเงินเลยได้ง่ายขึ้นเท่านั้น

(บางครั้งคิดจะซื้อ กะไว้ว่าตอนเช้าจะไปโอนเงิน แต่เกิดเปลี่ยนใจตอนตื่นนอน ก็เป็นไปได้ ถ้าลูกค้าตัดสินใจแล้วจ่ายเงินได้เลย ตื่นเช้ามาก็แค่รอสินค้า เพราะจ่ายเงินไปแล้ว? ^__^)

ทำเว็บขายของ ควร update สินค้าอย่างไร

June 9th, 2009 3 comments

วันนี้จะมาต่อจากคราวที่แล้วนะครับ โดยเราจะข้ามส่วนของการสร้างเว็บไปเลย (ช่วงนี้ไม่แวะไหน รีบ!!) เพราะทางเลือกหลัก ๆ ของการทำเว็บขายของ ก็ไม่พ้น 1.จ้างคนเขียนใหม่ทั้งหมด 2.ใช้ Opensource เช่น OsCommerce หรืออื่น ๆ และ 3.เว็บที่ให้บริการเปิดร้านขายของ ฟรี(รวมถึงเสียเงิน เพื่อเพิ่มฟีเจอร์)

เรามาเริ่มในด้าน Html coding กันก่อนเลย ไม่ต้องตกใจ ผมจะไม่พูดลึกสักเท่าไร
เอาเป็นว่า ถ้าคุณมีเว็บไซต์อยู่แล้ว (หรือไม่มี ก็ไม่ยาก ไปดูร้านคนอื่นสิครับ ^__^) คุณก็เปิดหน้าที่แสดงรายละเอียดของสินค้าขึ้นมาสักหน้านึง ขั้นแรกดูที่ URL ก่อนเลย เพราะระบบทั่วไปที่จ้างเค้าทำ หรือเว็บให้บริการร้านขายของ จะมี url เป็นลักษณะ

http://www.ขายของนะจ๊ะ.com/template/a26/showproduct.php?pid=12428904&shopid=133108

เมื่อเรียกหน้านี้ขึ้นมา รหัสสินค้าจะเป็น pid=12428904 และเว็บก็จะเอารหัสนี้ไปดึงข้อมูลสินค้าขึ้นมา แล้วลองดูที่ url ของ blog นี้ผมเอาลิ้งของตอนที่แล้วมา จะเป็น
http://www.aanthe.com/2009/06/%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%88%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%A1/

ส่วนของ /%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%88%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%A1/

จะเป็นการเข้ารหัสที่เรียกว่า url encode ซึ่งเมื่อทำการถอดรหัสออกมาจะเป็นภาษาไทยว่า “อย่ากลัวที่จะล้ม”
ดังนั้น Url จริง ๆ ก็จะเป็น http://www.aanthe.com/2009/06/อย่ากลัวที่จะล้ม/ การมี keyword ใน url มักส่งผลให้อันดับการค้นหาดีพอสมควร แต่ก็ไม่เสมอไปนะครับ นี่เป็นแค่ส่วนเล็ก ๆ เท่านั้น เอาเป็นว่า การมี keyword ใน url เป็นเรื่องดีละกันครับ ^__^

Read more…

ทำเว็บไซต์แล้ว แต่ขายของไม่ได้ ทำยังไงดี

June 2nd, 2009 11 comments
ทำเว็บแล้ว แต่ขายของไม่ได้เลย

ทำเว็บแล้ว แต่ขายของไม่ได้เลย

“อยากทำเว็บขายของ แต่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย” ลูกค้ารายแรกแว่วให้ฟัง
“หาคนทำเว็บให้หน่อยได้ไม๊ เอาถูก ๆ นะ สัก 2-3 พัน พอหาได้รึป่าว” คนรู้จักถามซ้ำมาอีกเป็นรายที่สอง
“จ้างเค้าทำเว็บมาเป็นหมื่นเลย สวยด้วย แต่ขายไม่ได้ ไม่มีคนสั่งเลย ไม่มี Feedback ทำยังไงดีเนี่ย” คนรู้จักของเพื่อน ที่เผอิญได้คุยกันถามเข้ามาอีก

อืม ๆ ถามกันจังเลย ถ้าคิดตังป่านนี้รวยไปแล้ว ใช่สิเรามันใจดีเกินไป -*-

เว็บไซต์ มันก็คือแผ่นพับ ที่สามารถใส่ข้อมูลอะไรลงไปก็ได้ ไม่มีวันหมดเพราะคนสามารถเปิดไปดูกี่ครั้งก็ได้ เป็นแผ่นพับที่ใส่เพลง ภาพเคลื่อนไหวได้ เป็นแผ่นพับที่สามารถตอบโต้ข้อสงสัยของกลุ่มเป้าหมายได้ ลูกค้าสามารถจิ้มที่แผ่นพับใบนี้ เพื่อสั่งสินค้าได้

โอ้ว.. พระเจ้า มันช่างวิเศษอะไรเช่นนี้ จอร์จ

แต่จอร์จ ถ้ามันวิเศษยังงี้ ทำไมขายของไม่ได้กันอีกล่ะ” เสียงซาร่าเกริ่นถามด้วยความสงสัย
“โอ้ว ซาร่า(ไม่รู้กุจะโอ้วทำไม -*-) มันวิเศษก็จริง แต่น้องร่าต้องใช้มันให้เป็นก่อน ไม่งั้นมันก็เป็นได้แค่กระดาษรองขาตู้นะจ๊ะน้องร่า” จอร์จกล่าว

ถูกต้องครับ ถ้าเรามีแผ่นพับ ใบปลิววิเศษนี้อยู่ในมือ แล้วเราใช้มันอย่างถูกต้อง? มันจะสร้างคุณประโยชน์ให้คุณมากมาย ถ้าคุณเอามันไปแจกบ้าง ทุ่มเทให้มันบ้าง คนที่เดินผ่านไป ผ่านมารับแผ่นพับไป อาจจะไปสนใจเท่าไร แต่อย่างน้อย เค้าก็ต้องหยิบขึ้นมาดูว่า มันมีอะไรในนั้นเว็บไซต์ก็เหมือนกัน ถ้าคุณมีเว็บไซต์แล้วปล่อยไว้เฉย ๆ มันจะเหมือนคุณมีแผ่นพับวิเศษในมือ แต่คุณเอามันไปกองไว้หน้าห้องน้ำ มันไม่มีใครเห็น คุณนั่งอ่านมันอยู่คนเดียว แล้วคุณจะเอาออเดอร์จากไหนครับ

?

ถ้าคุณคิดว่าทำเว็บไซต์ขึ้นมาแล้ว ปล่อยเฉย ๆ เดี๋ยวก็มีคนเข้า ต้องบอกเลยว่าคุณคิดผิดแล้วการโปรโมตรประชาสัมพันธ์ คือทางออกของคุณ มีมากมายหลายทาง ทั้งฟรีและเสียเงิน ถ้าคุณต้องการความฟรี มันมีครับ แต่ต้องใช้เวลา รอนานหน่อยนะ อาจจะหลายเดือน หรือเป็นปี แต่หากว่าคุณพอมีทุนคุณต้องจ่ายเงินสูงหน่อยนะ แต่ผลตอบแทนที่คุ้มค่าจะกลับมาอย่างรวดเร็วตามกำลังทรัพย์ของท่าน ผมจะแบ่งเป็นข้อ ๆ ละกัน(เท่าที่มีฟามรู้นะ ฮือ ๆๆ)

?

ออฟไลน์ โปรโมท (Offline promote) พูดง่าย ๆ ก็คือโปรโมท ที่ไม่ออนไลน์ไม่ต้องใช้คอม(ตรูจะแปลทำไม -*-)

การลงโฆษณาทางทีวี,วิทยุ << เสียเงิน และแพงด้วย
การพิมพ์ url เว็บไซต์ของคุณ ลงไปในทุกสิ่งที่คุณและบริษัทใช้ แทบทุกชิ้น? ไม่ว่าจะเป็นปากกา นามบัตร เสื้อยืดพนักงาน สติกเกอร์แปะหลังรถ แปะหน้ารถ หรือแปะมันทั้งคันเลย

<< เสียเงิน แต่ใช้ได้นาน ดูดีมีชาติตระกูล

แปะแบบทั้งคัน เอามาให้ดู เดี๋ยวจะหาว่าโม้

แปะแบบทั้งคัน เอามาให้ดู เดี๋ยวจะหาว่าโม้

?
?

?

การแจกใบปลิว ตามงาน?Event ต่าง ๆ ?<< ไม่แพงมาก จะได้ผลดีต่อเมื่อคุณทำกิจกรรมรวมกับมัน เช่น ในใบปลิวมี รหัส หรือ url พิเศษ เพื่อให้คนที่ได้ไป เข้ามาในเว็บไซต์และทำกิจกรรม แจกสินค้า,บริการ เล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ต้นทุนไม่สูงนัก แต่ดูแล้วมี Values อาจจะเป็น TESTER สินค้าของคุณเองก็ได้
-*- นึกออกเท่านี้ ไว้คิดออกมากกว่านี้จะมาเพิ่มให้ครับ Read more…

อยากทำเว็บไซต์ขายของ ช่วยอ่านตรงนี้ก่อนนะครับ

March 25th, 2009 17 comments

หลังจากคลุกคลีอยู่ในวงการเว็บไซต์ไทยมานานมากแล้ว ได้รู้ได้เห็นอะไรหลาย ๆ อย่าง

ตอนแรกตั้งใจจะแชร์ประสบการณ์การทำงานเขียนโปรแกรม แต่มันคงจะลึกเกินไป เพราะคนส่วนใหญ่ชอบบอกว่า โปรแกรมเมอร์ชอบพูดภาษาต่างดาว -”-

?

นอกจากผมจะทำงานบริษัทเป็น Webmaster & developer ให้กับเว็บไซต์แห่งหนึ่งแล้ว ผมก็จะมีรายได้มาจากการรับงานอิสระ หรือที่เรียกกันว่า Freelance?

?

การรับงาน Freelance นั้น ทุกอย่างเราต้องทำคนเดียวหมด เมื่อได้รับการติดต่อมา จากเพื่อน คนรู้จักบอกว่า มีคนสนใจจะทำเว็บไซต์ขายของ แต่ไม่ค่อยรู้เรื่องอะไร เค้าหาคนทำอยู่ เค้าก็แนะนำและให้เบอร์ผมกับลูกค้าไป แล้วเค้าก็จะโทรมาแจ้งอีกที

- ให้ความรู้

เพราะลูกค้าส่วนมาก ไม่รู้อะไรเลย เราต้องบอกว่าถ้าจะทำเว็บไซต์ มีต้นทุนอะไรบ้าง การจดโดเมน การเช่า hosting การจ้างเขียนโปรแกรม

?

- ให้คำแนะนำ

ลูกค้าหลาย ๆ คนโทรมาและบอกความต้องการของเค้าซึ่งฟังดูดี แต่อาจจะไม่เวิร์ค เช่น ลูกค้า A โทรมาบอกว่าอยากทำเว็บไซต์เพื่อขายเฟอนิเจอร์ โดยมุ่งไปที่กลุ่มลูกค้าชาวต่างชาติ

?

เมื่อได้โจทย์มาแล้ว หากเป็นคนอื่นเค้าจ้างทำ อยากได้ยังไงก็บอกมา หลับตาจิ้ม ๆ ให้เดี๋ยวก็เสร็จ แถมเงินดีอีกต่างหาก

แต่มุมมองของผมมันจะต่างออกไป เมื่อได้โจทย์เช่นนี้มา เราต้องคิดและประมวลผลแต่ข้อมูลมันไม่พอ เราก็ต้องถามเพิ่มอีก

?

ผม “เอ่อ ไม่ทราบว่าสินค้าที่จะขายเนี่ย คุณ…เป็นผู้ผลิตเองหรือเปล่าครับ หรือว่าขายมานานหรือยัง”

ลูกค้า “อ๋อ ปกติผมทำงานบริษัท ของที่จะขายเนี่ยผมรู้จักกับโรงงาน เลยคิดจะหารายได้เสริม”

ผม “นั่นหมายความว่า ไม่เคยขาย ไม่ได้ผลิตเอง แต่รู้จักโรงงานนะครับ”

ลูกค้า “ครับ”

ผม “กลุ่มเป้าหมายจะเป็นลูกค้าต่างชาตินะครับ แล้ววางแผนอะไรไว้บ้างครับ”

ลูกค้า “ตอนแรกตั้งใจจะเปิดร้าน แต่ต้องใช้ทุนสูง ค่าเช่าที่ ต้องมีคนเฝ้า มันวุ่นวาย เลยคิดว่าทำเว็บไซต์เนี่ยล่ะ ถูกสุด แถมหลากหลายกว่า เผื่อได้ออเดอร์ต่างชาติเยอะ ”

ผมคิดในใจ [เอาแล้วไง ไม่รู้อะไร คิดว่ามันง่าย เดี๋ยวก็พังไปเป็นแถบ]

ผม “แล้ววางแผนการขายยังไงครับ ติดต่อกับโรงงานไว้หรือยังครับ ว่าพี่จะเอาของมาขายในเน็ต”

ลูกค้า “ก็ไม่ได้มีแผนอะไร ก็ไปที่โรงงาน ถ่ายรูปสินค้ามาโพสไว้ แล้วก็รอให้คนเข้ามาดู ถ้าลูกค้าจะซื้อสินค้า ก็ให้หักเงินผ่านบัตรเครดิต แล้วเราก็ส่ง order ไปให้โรงงานส่งของให้”

ผมคิดในใจอีกรอบ [มาอีกแล้วครับ จับเสือด้วยเชือกว่าว ระวังเชือกขาด โดนเสือแว้งกลับมางับหัวนะครับคุ๊ณณณณณ]

ผม “แล้วคุณคิดว่าในเว็บที่จะให้ทำ จะมีอะไรบ้างครับ”

ลูกค้า “ไม่รู้เหมือนกัน ก็ทั่ว ๆ ไปมั้ง ออกแบบสวย ๆ มี product cataloque แล้วก็ระบบสั่งซื้อ หักเงินผ่านบัตรเครดิต”

ลูกค้า “อ้อ แล้วช่วยทำแบบให้ผลการค้นหาอยู่อันดับแรก google ด้วยนะ” (เอาแล้วไง คิดว่าง่ายมั้งนั่น)

ผม “แล้วคุณตั้งงบประมาณสำหรับจัดทำเว็บไซต์ไว้เท่าไรครับ”

ลูกค้า “ผมก็ไม่รู้เรื่องราคาพวกนี้เลยนะ ก็ 3-5 พันมั้งนะ ไม่น่าเกินหรอก”

ผมคิดในใจรอบที่ 3 [เอ่ออ 3-5 พันบาท ออกแบบหน้าแรกยังไม่พอเลยครับ เอ่อ #@$!%#!#%!$#%@$^^@%$#@#%$#@^&*&]

ผม “อืม ๆ งั้นผมแนะนำว่า หากต้องการลองทำตรงนี้ ผมแนะนำว่าลองใช้พวกระบบร้านค้าที่สามารถใช้ฟรีก่อนดีไม๊ครับ เพราะว่าลงทุนไปหากไม่มีความรู้เลย หากพลาดพลั้งหรือว่าไปไม่ไหว จะได้ไม่เจ็บตัวเยอะ ต้องบอกก่อนเลยการทำเว็บไซต์จะมีส่วนออกแบบหน้าตา ออกแบบระบบ การถ่ายรูปสินค้า แล้วก็การประชาสัมพันธ์ ?และงบที่คุณตั้งไว้ต่ำเกินไปครับ ปกติผมรับงานเริ่มต้นที่ 20,000บาทครับ โดยค่าดีไซน์หน้าตาเว็บ คนออกแบบก็คิดหมื่นนึงแล้ว แต่ถ้าอยากทำจริง ๆ ผมลดให้ได้นะ แต่ไม่ต่ำกว่า 15,000 บาทแน่ ๆ ครับ เอางี้คุณลองวางแผนใหม่อีกรอบนึง ถ้าสงสัยอะไรโทรสอบถามที่ผมได้ครับ ถ้าไม่ได้ทำงานอะไร ผมให้คำปรึกษาฟรีครับ”

ลูกค้า “ครับ ๆ “?

ตู๊ดๆๆๆ วางทันที

?

[อธิบายเหตุผล]

ปกติการทำเว็บไซต์ ผมจะให้ดีไซน์เนอร์รุ่นพี่ที่ทำงานด้วยกันเนี่ยออกแบบให้ ซึ่งงานของพี่เค้าดีมากครับ แต่เค้าจะเริ่มต้นค่าออกแบบที่ 10,000 -15,000 บาทต่อเว็บ นั่นหมายถึงว่ายิ่งผมรับงานที่ราคาถูกมากเท่าไร ผมยิ่งได้เงินค่าจ้างน้อยลงไปอีก แต่ผมก็ยอมที่จะรับเงินน้อย แลกกับผลงานใน portfolio ครับ

?

เมื่อออกแบบหน้าตาแล้ว ผมก็ต้องมาออกแบบฐานข้อมูล , flow งาน ,user interface ทั้งหน้าเว็บ(Frontend)และระบบหลังร้าน(Backend) ซึ่งส่วนใหญ่จะเหมือน ๆ กันหมดต่างกันที่การเก็บข้อมูลและการแสดงผล และบางส่วนสามารถเอาโค๊ตเก่ามาประยุกต์ใช้ได้ (หรือเรียกว่าการ copy แปะ แล้วปรับ ๆ เอา ประหยัดแรงงานและเวลา)

จึงเป็นเหตุผลแรกที่ผมไม่ทำให้คือ ลูกค้าคิดว่าทำเว็บมันง่าย ถูก และไม่แพง สามารถทำได้ง่าย ๆ เหมือนทำนามบัตร นั่นหมายความว่าลูกค้าไม่มีความรู้เลย และมีงบจำกัด

เหตุผลที่สอง การมีงบจำกัดสำหรับทำ e-commerce หากว่างบน้อยเกินไป สุดท้ายเว็บไซต์มันก็จะตายแล้วเน่าค้างไซเบอร์สเปซอยู่อย่างนั้นจนกว่าจะหมดอายุ?

ผมลองประเมินค่าใช้จ่ายคร่าว ๆ ให้ฟังละกัน

1.จดโดเมน 300 – 500 บาทต่อปี แล้วแต่ที่ แล้วแต่นามสกุล?
2.ค่าเช่า Host มีตั้งแต่ 2000 – หลายแสนบาท ต่อปี ขึ้นอยู่กับการใช้งาน กับคุณภาพ
3.ค่าจัดทำ อันนี้ลองย้อนขึ้นไปอ่านด้านบน
4.ค่าประชาสัมพันธ์ โฆษณา?

[การแจกแจง]

1.การจดโดเมน

- มีลักษณะการจดรายปี แล้วแต่ reseller ว่าจะตั้งราคากี่บาท และส่วนมากจะเป็นผู้ให้บริการ hosting ด้วย?

และการตั้งชื่อโดเมนก็สำคัญ ลูกค้าบางคนต้องการเอาชื่อบริษัทมาเป็นเว็บไซต์ เช่น safeandfurniturethailand.com (เป็นชื่อที่ยกตัวอย่างมาของบริษัทขายตู้เซฟนะครับ อ่านว่า เซฟ – แอนด์ – เฟอนิเจอร์ -ไทยแลนด์ ดอท คอม) จะยาวไปไหน ทั้งที่ตอนนั้นโดเมนว่า safethai.com ยังว่างอยู่ ดังนั้นชี้ให้เห็นว่า การจดโดเมนก็เป็นเรื่องที่ห้ามมองข้ามในการทำเว็บไซต์

?

2.ค่าเช่า Hosting

- ก็ขึ้นอยู่กับคุณภาพและการใช้งาน ลูกค้าบางคนเลือกที่จะหาเช่า hosting เองด้วยเหตุผลด้านราคา เราเสนอ hosting ราคากลาง ๆ คุณภาพดีให้ แต่กลับไปหาเองแล้วโอนจ่ายเงินเรียบร้อยแล้ว แล้วส่ง user/pass มาให้ผม ไอหย๋า เก๊กซิมสุด ๆ?

?

เข้าไปดูปุ๊บ เอ่อ ผมเขียนระบบด้วย php บน linux แต่ดันไปเช่า host ที่เป็น windows/IIS มาให้ซึ่งเหมาะสำหรับการใช้ .NET มากกว่า

ร้ายกว่านั้นเช่าพื้นที่มา 100 MB ?โอ๊ว ๆๆๆ ฆ่ากันเลยดีกว่า ไม่รู้ทำไมไม่ถาม อ๊ากกกก ( 100 MB ใช้เป็นไฟล์โปรแกรมกับรูป ก็ตก 10-20 MB โดยประมาณ แต่ฐานข้อมูล รูปภาพสินค้า ภาพใน gallery ใส่ได้ไม่กี่รูปก็เต็มแล้ว)

?

สุดท้ายก็ต้องก้มหน้าก้มตาทำไป เกิดอะไรขึ้นผมไม่รับรู้ ทำงานเสร็จรับตัง แล้วแยกทางกันดีกว่านะเฮีย

?

3.ค่าจัดทำ ย้อนไปอ่านด้านบนครับ

?

4.ค่าประชาสัมพันธ์และโฆษณา

- ข้อนี้ผมเชื่อว่าหลายคนที่คิดจะค้าขายผ่านเว็บไซต์ ไม่ได้นึกถึงและตั้งงบตรงนี้ไว้เลย อย่างที่เจอลูกค้าต้องการให้ผลการค้นหาอยู่ในอันดับหนึ่งกูเกิ้ล

ซึ่งมันไม่ได้ทำง่าย ๆ มันไม่ใช่ว่าเขียนโปรแกรมแล้วระบุได้ว่าจะให้ผลการค้นหาอยู่ตรงไหน หากคุณต้องการให้ผลการค้นหาที่ดี คุณต้องเรียนรู้การทำ SEO ทั้งการเขียนโปรแกรม การทำคอนเท้นต์ การหา Back link และมันต้องใช้เวลา 6 เดือนถึง 1 ปี และไม่สามารถการันตีได้ว่าจะได้ที่ 1 ไม๊ หรือได้ที่ 1 แต่จะอยู่ตรงนั้นได้กี่วัน และต้องการใช้ kw อะไร มีคู่แข่งเยอะแค่ไหน

ทั้งหลายที่กล่าวมา มีบริการรับจ้างทำครับ แต่ราคาก็ไม่เบาเหมือนกัน ยกตัวอย่าง บริษัท B รับทำ SEO ให้เลือก keyword 5 คำ โดย 1 ใน 5 คำนั้นจะอยู่อันดับหนึ่งของ google ได้ ภายใน 6 เดือน หาก 1ใน 5 คำนั้นไม่ได้ขึ้นอันดับหนึ่ง ยินดีคืนเงิน ด้วยราคา 5 หมื่นบาท (ลูกค้าสะดุ้งกันอีกรอบ -*-)

?

นอกจากนี้บางคนทำเว็บแล้ว ก็ปล่อยไว้อย่างนั้น นั่งจุดธูปเช้าเย็นขอ order แต่ก็ไม่มี
มันจะมีได้ไงครับ เหมือนคุณวาดรูปสวยสุด ๆ แต่คุณตั้งขายไว้ในห้องน้ำบ้านตัวเอง แล้วใครจะไปรู้ล่ะ สิ่งที่คุณต้องทำคือการประชาสัมพันธ์ครับ?

?

การออกไปประกาศให้โลกรู้ว่า มีเว็บไซต์ของคุณ ที่ขายของดีมีคุณภาพ และราคาถูก ด้วยการโพสลิ้งของเว็บซะบ้าง

แต่การโพสนั้นต้องมีหลักการ ถ้าไม่อยากโดนด่า แล้วโดนแบนจากหลาย ๆ เว็บด้วยข้อหา SPAMMER (การโปรโมทเว็บแบบใสสะอาด หรือเนียน ๆ ?จะเล่าให้ฟังในการเขียน blog คราวหน้าครับ)

การเสียเงินลงโฆษณา ก็เป็นทางออกที่ดีครับ ถ้าคุณเลือกโฆษณาได้ถูกจุด ตรงกลุ่มเป้าหมาย อีกทั้งยังมีบริการโฆษณาหลากหลายมาก ตั้งแต่ การเสียเงินลงแบนเนอร์รายเดือน การลงโฆษณาแบบ CPC ?หรือการทำการตลาดผ่านเว็บไซต์ เช่นการให้สินค้าเป็นรางวัลร่วมกิจกรรม การแชร์ข้อมูล และอื่น ๆ อีกมากมาย รายละเอียดผมจะเขียนให้อ่านกัน ในวันหลังเช่นกันครับ

?

นี่คือปัญหาทั่วไปที่ผมเจอจากคนที่ต้องการทำเว็บไซต์ขายของ จนผมคิดว่าถ้าผมเขียน blog ให้ความรู้กับกลุ่มคนตรงนี้ มันน่าจะเป็นประโยชน์ทีเดียว

โดยแผนที่วางไว้คือ การเขียนวิธีการคิด วิธีการเริ่มต้นแบบ step by step แต่ก็ไม่รู้ว่าจะมีคนสนใจมากน้อยแค่ไหน แต่มันก็ไม่เสียหายอะไร ถ้าวันนึงคุณต้องการความรู้เหล่านี้ คุณก็แค่ Search บทความนี้อาจจะเป็นหนึ่งในผลการค้นหา ที่เป็นประโยชน์ต่อคุณก็ได้ครับ ?^_^